missmayp instragram

Instagram

6.04.2015

DIY MAKE-UP BRUSH HOLDER



  DIY MAKE-UP BRUSH HOLDER




สวัสดีค่ะเพื่อนๆที่ติดตาม blog ของเมย์ทุกคน
ไม่ได้อัพเดทนานเลย

วันนี้มีเวลาว่าง ครึ้มอกครึ้มใจ เลยมี DIY ง่ายๆแต่แสนเก๋มาฝากทุกคนค่ะ

หลังจากเมย์เริ่มเก็บสะสมแปรงแต่งหน้า แปรงที่มีก็เริ่มมากมายไม่มีที่เก็บ
ไป Sephora มาล่าสุด ก็เกิดไอเดีย ยกชั้นขายแปรง Sephora มาไว้บ้านซะเลย
ไปทำตามกันเลยดีกว่าค่ะ

อุปกรณ์

หิน หรือ ลูกปัดต่างๆ

ซื้อตามร้านอุปกรณ์ประดิษฐ์ทั่วไป หรือขายปลาสวยงามก็น่าจะมี
เมย์เลือกแบบใสๆ คล้ายๆที่ Sephora มาค่ะ

 โหลแก้ว

ขนาดและความสูงที่ชอบ
เรามีแปรงสั้นแปรงยาว จะเอาสูงแค่ไหนก็จัดมาค่ะ




จากนั้นมีอุปกรณ์แล้ว
ก็จัดการเทลูกปัดหรือหินที่เราซื้อมาใส่โหลไปเลยค่ะ




แนะนำให้เทลงไปเกือบเต็มนะคะ
จะช่วยเพิ่มแรงยึด 
ทำให้แปรงของเราตั้งตรงได้ดีค่ะ





จากนั้นก็เอาแปรงเล็กแปรงใหญ่
ใส่ลงไปตามใจชอบได้เลยค่ะ

เสร็จแล้วค่ะ ง่ายดาย
เป็นระเบียบ และแสนเก๋สุดๆ
ลองทำตามกันดูนะคะ





ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่าา


3.18.2015

Sushi Nakazawa


Sushi Nakazawa
ร้านซูซิชื่อดัง ย่าน West Village NYC



สวัสดีค่ะเพื่อนๆที่ติดตาม blog ของเมย์ทุกคน
หลังจากไม่ได้อัพเดท blog มานานแสนนาน วันนี้ได้ฤกษ์เสียที
แน่นอน จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้ เรื่องกินสิคะ

หลังจากวนเวียน ดูหนังเรื่อง Jiro dream of sushi มาหลายรอบ
อยากกินมากๆ สุดๆ จะให้ไปญี่ปุ่นก็ไม่ไหว
ได้ข่าวว่าลูกศิษย์เอกของปู่จิโร่ คุณ Nakazawa 
มาเปิดร้านที่ New York แล้ว
ก็ต้องไม่พลาด โอกาสดีวันวาเลนไทน์มาถึงพอดี
ความพยายามเลยเริ่มขึ้น..

การจอง

เมย์ลองโทรไปถามทางร้านถึงเรื่องการจองก่อน ซึ่งสรุปว่าที่บาร์สามารถจองได้สำหรับ 1-2 คนเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นต้องนั่งที่โต๊ะ 
แน่นอนเพื่ออัถรสในการกิน ต้องนั่งบาร์เท่านั้น 
และทางร้านจะทำการขอหมายเลขบัตรเครดิตของเราไว้ 
(เป็นตัวประกัน) 
คือถ้าจองแล้วไม่ไป ก็จะชาร์ตเงิน 150$ ต่อจำนวนคนค่ะ

วาเลนไทน์ทั้งทีใครๆก็พยายามจองร้านดีๆไปทานกัน 
ไม่ใช่จะได้กินกันง่ายๆ ก็เลยให้ชื่อเค้าไว้ก่อน บอกเค้าไปว่า 
ใครยกเลิกรีบตามชั้นเลยนะ (ปล. โทรไปจิกประมาณ 3 รอบได้) 
แล้วเค้าก็โทรมาตามค่าาา ดีใจสุดริด 
อดข้าวตั้งแต่บ่ายโมง (ตอนเค้าโทรมา) 
เพื่อไปกินรอบ 5 โมงเย็นค่ะ เป็นเวลาที่ร้านเปิดพอดี

ไปถึงก็พบร้านเล็กๆ มีบาร์ด้านหน้าดูสะอาด ที่นั่งที่บาร์มี 10 ที่พอดี (คิดในใจ มิน่าล่ะ จองยากจองเย็นนัก)
เข้าไปในร้าน พนักงานก็ถามชื่อ แล้วเอาโค้ตไปเก็บให้ตามระเบียบ

บรรยากาศ


ร้านสะอาดสะอ้าน บาร์ขาวสะอาด ไม่มีตู้ใส่ปลามาเกะกะสายตา 
มีการมาเลื่อนเก้าอี้ให้เบาๆ เป็นมารยาท
นำเสนอสาเกแบบต่างๆให้ดื่ม (ซึ่งเราไม่ดื่มอยู่แล้ว เปลือง. ล้อเล่นค่ะ ไม่ถนัดสายแอลกอฮอล์จริงๆ)
เรียกได้ว่า เซฟ เฟรนด์ลี่มากๆ พยาามทักทายเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่เซฟพูดได้ เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย หิวรึเปล่าวันนี้.. 
น่ารักดี ไม่ตึงเครียดเท่าปู่จิโร่นี่นา..
เมย์ก็ตอบไป อดข้าวมาเลยค่ะ ขอคำใหญ่ๆนะคะ (อันนี้คิดในใจ)



เริ่มกิน 
ขออธิบายก่อน ราคา 150$ ต่อคนไม่รวม Tip ที่เราจะเสียวันนี้ 
เป็นราคาสำหรับ Omakase Chef Selection 21 ชิ้นค่ะ
คือรอกินอย่างเดียว ไม่ต้องคิดค่ะ เค้าจะจัดมาให้เอง

ช้อดีของการนั่งทานที่บาร์คือ ซูซิที่เราได้กินทุกคำ 
เป็นฝีมือการปั้นของ เชฟ Nakazawa ค่ะ 
แอบเห็นว่าคนที่นั่งกินที่โต๊ะ เชฟคนอื่นๆ จะเป็นคนปั้นให้ค่ะ


ขอบรรยายทีละคำ พร้อมภาพปลาเท่าที่หาได้นะคะ


ระหว่างเราดื่มน้ำดื่มท่า
เชพก็เริ่มบดวาซาบิ ต้นจริง



อันนี้เมย์คิดเองนะคะ ว่าคงเอามาทาเวลาปั้นซูซิ 
ด้านในระหว่างข้าวกับปลาค่ะ



คำที่ 1 Chum Salmon




ตื่นเต้นอ่ะ คำแรกเลย ความคิดแรกนะ
"ทำไมเล็กจัง ฟระ" อาจจะเกิดจากการอดข้าวแต่เช้า 555 
โอเคไม่เป็นไร เค้าอาจไม่เน้นแบบใหญ่ๆเคี้ยวไม่ถนัดเนอะ

รสชาด รู้สึกเปรี้ยวนิดๆ ความคิดแรกคือ มันไม่เหมือนซูซิ
ที่เคยกินมาทั้งหมด ในชีวิต อันนี้ไม่ได้พูดเวอร์นะ มันมีรสชาด 
ทำไมมันเปรี้ยวล่ะ อะไรแบบนี้อยู่ในใจ



คำที่ 2 Coho Salmon 
เนื้อปลาสีชมพูอ่อน มีความมันน้อยกว่า Sockeye Salmon 
(ซึ่ง sockeye เป็นแซลม่อนที่แพงที่สุดค่ะ)




เมย์ก็นั่งจ้องอยู่ตลอด เรียกว่าตาไม่กระพริบเถอะ
ไม่เห็นเค้ารมควันอะไร ทำไมมันหอมๆๆๆๆ หอมกลิ่มรมควัน 
อร่อยมากค่ะ รสชาดกลมกล่อมกำลังดี คงเป็นแซลม่อนชนิดที่นิยมนำมาทำแซลม่อนรมควันแน่ๆเลย



คำที่ 3 Scallop หรือ หอยเชลล์




อันนี้ถึงขั้นต้องถ่ายเป็นวีดิโอมาเลยทีเดียว เชฟวางซูซิปุ๊บ 
เอานิ้วจิ้มปั้บ ขอให้คำว่า หอยหด. 
คือไม่ได้ทะลึ่งนะ มันหดจริงๆค่ะ
รสชาด นุ่มลิ้น มีรสเค็มๆเปรี้ยวๆที่เชฟเติมลงไป น่าจะเป็นเกลือทะเล และเลม่อนค่ะ มันสดมาก 
สีสันของคำนี้อยู่ที่หอยกระดิกเลยนะ พูดจริงๆ



คำที่ 4 Cuttle Fish หรือ หมึกกระดอง




เนื้อลื่นๆ หนึบๆ อะไรไม่รู้ที่ทาไว้ด้านบน ช่วยตัดความเลี่ยนๆเมือกๆของเนื้อปลาหมึกที่มีความมันได้อย่างดีเลย



คำที่ 5 Madai red Snapper หรือ ปลากระพงแดง




เนื้อนุ่ม อร่อยมาก นุ่มไปทั้งคำ ไม่มีความคาวเลย


คำที่ 6 Trigger Fish หรือ ปลาวัว




คำนี้มีตับวางอยู่ด้านบนด้วย แต่รสชาดเปรี้ยวๆค่ะ ตัดความคาวได้ดี แต่มันมีรสชาดของความเป็นปลาคงอยู่หน่อย เนื้อนุ่มเหมือนเดิมค่ะ โดยรวมอร่อยดี


คำที่ 7-9 อันนี้เป็นทูน่า 3 อย่างค่ะ
เรียงซ้ายไปขวานะคะ



คำที่ 7 (คำซ้าย)
นี้มีความเผ็ดโดดออกมา เชฟบอกว่า เป็น Spanish Tuna ค่ะ
เนื้อปลานุ่ม ละลายในปากเลยทีเดียว

คำที่ 8 (คำกลาง)
เนื้อแน่นเด้งเวลากัด มีความเค็มนิดๆของซอสที่วางไว้ด้านบน
อันนี้ต้องใช้การเคี้ยวนิดหน่อยค่ะ

คำที่ 9 (คำขวาสุด)
เนื้อเหมือน Tuna ที่คุ้นเคย แต่อร่อยกว่า มันกลมกล่อม มีความเปรี้ยวนิดๆ ดีงามมากค่ะ


ตอนนี้เชพเอาผ้ามาเช็ดจานค่ะ
บอกว่าเดี๋ยวถ่ายรูปไม่สวย แหม..นางน่ารักดี



คำที่ 10 King Crab




เป็น nigiri คำแรก ที่มีสาหร่ายมาห่อไว้ค่ะ อร่อยมาก สาหร่ายหอมมาก แอบเคืองเล็กน้อย สัมผัสแรก สาหร่ายกลบรสปูหมดเลย อันนี้คิดเองว่าที่หอมสาหร่ายคงเพราะ ทุกอันที่จะนำมาปั้น ลนไฟเตาถ่านก่อนค่ะ (ดูมาจากในหนังนะ)




คำที่ 11 Ebi Shrimp หรือ กุ้งค่ะ
อันนี้กุ้งตัวยาว ตัดครึ่งเป็น 2 ชิ้น ค่ะ



 คำที่ 11 คำที่มีไข่ด้านบน  
อร่อยมากด้วยรสชาดของกุ้ง ไข่ไม่ค่อยออกรสเท่าไหร่ กุ้งสดมาก จริงๆผู้ช่วยเชฟเริ่มต้มกุ้งไปด้วยพร้อมๆกับที่เชฟบดวาซาบิในตอนแรกๆเลยค่ะ นั่งดูเค้าต้มกุ้งมาตั้งแต่เริ่มเลย

คำที่ 12 
เป็นส่วนที่วางเกลือทะเล แล้วบีบเลม่อนด้านบน 
คำนี้แตกต่างเลย กัดกรุบๆโดนเกลือนิดๆ พอกินรวมกับกุ้งมีความหวานของเนื้อกุ้งเด้งๆออกมา ชอบมากๆค่ะ




คำที่ 13 Hamachi หรือ Yellowtail ค่ะ



อร่อยมากค่ะ มีความเปรี้ยวโดดออกมา เนื้อปลานุ่มละลายในปาก
ไม่มีความคาวเลย เรียกน้ำย่อยสุดๆ สิบกว่าคำเข้าไปแล้ว
ทำไมหิวกว่าเดิมนะ?



คำที่ 14 Bonito เป็น Tuna พันธ์นึงค่ะ




คำนี้เนื้อรมควันหน่อยๆ มีความหอมเวลากินเช่นเดิม
แหม..ชักสงสัย ใช้ควันอะไรรมนะ
เนื้อปลานุ่มแต่มีความสากเล็กน้อย อร่อยละลายในปากเช่นเดิม



คำที่ 15 16 17 Blue finnnnn Tuna
โอ้ยยย รอมานานค่ะ ของแพง 555



3 คำนี้ ไล่ซ้ายไปขวา จาก Lean to Fatty (Toro) ค่ะ

คำที่ 15 (ซ้ายสุด)
เนื้อนุ่มลื่น เนื้อปลาหวานดี อร่อยค่ะ

คำที่ 16 (คำกลาง)
 ธรรมดาอ่ะ (โอ้ยยเกลียดตัวเอง ลิ้นเทพเจ้า) 
อร่อยนุ่มดีค่ะ เค็มๆหน่อย ลืมบอกไปว่าชอบข้าวมาก 
ข้าวเรียงเป็นเม็ดๆ ดีงามจริงๆ

คำที่ 17 (คำขวาสุด)
รสชาดนุ่มมมมมๆๆๆๆๆ คงเพราะมีไขมันเยอะมั้ง
คืออ้วนยังจะมีความสุขนะคะ อร่อยค่ะ อร่อยมากเลย




คำที่ 18 Uni หรือ หอยเม่นทะเล



กลิ่นสาหร่ายกลบหมดเลย เช่นเดิม แต่มันก็ละลายในปากนะ
แต่เมย์ไม่ชอบ uni เท่าไหร่ ไม่รู้ทำไม รู้สึกกลิ่นเหมือน แอมโมเนีย
เอาเป็นว่าคำนี้ขอ โนคอมเม้นท์ แล้วกันค่ะ



คำที่ 19 Ikura หรือ ไข่ปลาแซลม่อน



สดมากค่ะ เปลือกที่หุ้มไข่ปลาแซลม่อนเป็นเยื่อหลุดแยกออกมาเลยเวลากิน คือไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ไม่เลี่ยนเลย ทั้งๆที่ปกติกินทีไรเลี่ยนมาก แต่คำนี้อร่อยสุดๆ



คำที่ 20 Eel หรือปลาไหลทะเล



หอมหวาน ปลานุ่มเหมือนขนมเลย ไม่มีความคาวปลาไหลที่เกลียดเล็ดลอดออกมา ซอสหวานๆคล้ายๆซอสที่ทาบนปลาซาบะย่างซีอิ้วที่คุ้นเคย อร่อยมากจริงๆอันนี้ ไม่เหมือนที่เคยกินมาทั้งหมด ยกให้เป็นที่ 1 ของวันนี้



คำที่ 21 Tuna Handroll


แหม...สาหร่ายแสนจะหอม ทูน่าอร่อยค่ะ เข้ากันได้ดีมาก มีกลิ่นของวาซาบิหน่อยๆ สาหร่ายกัดแล้วขาดเลย ไม่เหนียวหนึบจนเขินอายเหมือนแฮนด์โรลที่เคยกินทั่วๆไป



คำที่ 22 ไข่หวาน (ในตำนาน)
เกินมาคำนึงแฮะ สงสัยแถม
ขอบิวล์ด้วยภาพที่เชฟฝึกทำไข่หวานจนน้ำตาริน กว่าจะผ่านมาได้
จากในหนังค่ะ



รสชาดเหมือนฝอยทองเอามาย่าง แต่ไม่หวานเท่าฝอยทอง
เนื้อแน่นและนุ่มกำลังดี เหมาะเหลือเกินที่จะเป็นคำสุดท้าย 
(แต่ไม่ท้ายสุด อิอิ)



เพราะเค้าแถมไอติม รสลิ้นจี่ และชาเขียวร้อนค่ะ


ไอติมหอมหวาน น่าจะใส่นมนิดๆ ตัดความเลี่ยนที่ทานมาทั้งหมดของเนื้อปลาหมดเลย ทำให้การทานซูซิเมื้อนี้จบลงอย่างดีงามจริงๆ


แต่
จ่ายไป 400$ รวม Tip
คิดเป็น คูณ 30 พอ เมตตาให้ตัวเองนะไม่คูณ 33
= 12,000 บาท เงินไทย


จบปิ๊ง. สวัสดีค่ะ
น้ำตารินเบาๆ


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
เอาไว้เจอกันใหม่ จะพาไปทำอะไรเก๋ๆอีก
ค่อยติดตามกัน